วันอาทิตย์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2559

หน่วยที่ 8 การป้องกันและกำจัดไวรัส กัญญาวีร์ 02 ขวัญภิรมย์ 05

ความหมายและประเภทของไวรัส

ความหมานของไวรัส

โปรแกรมชนิดหนึ่งที่มีความสามารถในการสำเนาตัวเองเข้าไปติดอยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ได้และถ้ามีโอกาสก็สามารถแทรกเข้าไประบาดในระบบคอมพิวเตอร์อื่น ๆ ซึ่งอาจเกิดจากการนำเอาดิสก์ที่ติดไวรัสจากเครื่องหนึ่งไปใช้อีกเครื่องหนึ่ง หรืออาจผ่านระบบเครือข่ายหรือระบบสื่อสารข้อมูลไวรัสก็อาจแพร่ระบาดได้เช่นกัน
การที่คอมพิวเตอร์ใดติดไวรัส หมายถึงว่าไวรัสได้เข้าไปผังตัวอยู่ในหน่วยความจำ คอมพิวเตอร์ เรียบร้อยแล้ว เนื่องจากไวรัสก็เป็นแค่โปรแกรม ๆ หนึ่งการที่ไวรัสจะเข้าไปอยู่ ในหน่วยความจำได้นั้นจะต้องมีการถูกเรียกให้ทำงานได้นั้นยังขึ้นอยู่กับประเภทของไวรัส แต่ละตัวปกติผู้ใช้มักจะไม่รู้ตัวว่าได้ทำการปลุกคอมพิวเตอร์ไวรัสขึ้นมาทำงานแล้ว
จุดประสงค์ของการทำงานของไวรัสแต่ละตัวขึ้นอยู่กับตัวผู้เขียนโปรแกรมไวรัสนั้น เช่น อาจสร้างไวรัสให้ไปทำลายโปรแกรมหรือข้อมูลอื่น ๆ ที่อยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือ แสดงข้อความวิ่งไปมาบน หน้าจอ

ประเภทของไวรัส

1.)บูตเซกเตอร์ไวรัส
2.)โปรแกรมไวรัส
3.)ม้าโทรจัน
4.)โพลีมอร์ฟิกไวรัส
5.) สทีลต์ไวรัส

วิธีการป้องกันสปายแวร์และซอฟต์แวร์ที่ไม่พึ่งประสงค์

ปกติแล้วสปายแวร์และซอฟต์แวร์ที่ยึดครองการทำงานจะถูกติดตั้งเมื่อคุณ "ยินยอม" ในหน้าต่างเตือนความปลอดภัยที่แสดงบนเว็บเพจ หน้าต่างเตือนความปลอดภัยจะมีข้อความคล้ายๆ ข้อความต่อไปนี้:
คุณต้องการติดตั้งและรัน <ชื่อโปรแกรมฟรีที่อาจมีสปายแวร์> ลงชื่อเข้าใช้ <วันที่และเวลา> โดย <ชื่อผู้ขายซอฟต์แวร์หรือผู้โฆษณา>
การคลิก ใช่ บนหน้าจอคำเตือนความปลอดภัยประสงค์ร้าย จะทำให้สคริปต์หรือการควบคุมถูกรวมเข้าสู่ระบบการเรียกดู สคริปต์หรือการควบคุมจะเปลี่ยนพฤติกรรมของเว็บเบราเซอร์ของคุณเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้โฆษณาที่รบกวนการทำงาน
เพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น อย่าคลิก ใช่ บนหน้าต่างเตือนความปลอดภัยที่ปรากฏขึ้นมาพร้อมเว็บเพจที่คุณไม่ไว้ใจ ปิดหน้าต่างเหล่านี้ด้วยการคลิก ไม่ หรือกดปุ่ม Alt และ F4 พร้อมกัน

วิธีป้องกันไวรัสคอมพิวเตอร์


             ควรติดตั้งซอฟแวร์ป้องกันไวรัสที่เชื่อถือได้ และสามารถอัพเดทฐานข้อมูลไวรัสและเครื่องมือได้ตลอด  เพราะจะทำให้สามารถดักจับและจัดการกับไวรัสตัวใหม่ๆ ได้อย่างรวดเร็ว

            อย่าตั้งค่าให้โปรแกรมอีเมลเปิดไฟล์ที่แนบมาโดยอัตโนมัติ ควรจะต้องตรวจสอบก่อนดาวน์โหลดหรือเปิดไฟล์ขึ้นมา

            สแกนไฟล์แนบท้ายของอีเมลทุกฉบับ หรือแม้แต่อีเมลจากคนรู้จัก

            ตั้งค่าระบบป้องกันให้ทำงานทันทีที่เริ่มเปิดคอมพิวเตอร์ใช้งาน

            อัพเดทซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัสอย่างสม่ำเสมอ ถ้าเป็นไปได้ควรอัพเดททุกครั้งที่ออนไลน์ เพราะจะมีไวรัสสายพันธุ์ใหม่เกิดขึ้นทุกวัน

            อย่าดาวน์โหลดโปรแกรมจากเว็บไซต์ที่ไม่น่าเชื่อถือ เพราะอาจได้ไวรัสแถมมาด้วย แต่หากต้องการดาวน์โหลดจริงๆ ก็ให้สร้างโฟลเดอร์เฉพาะไว้ต่างหาก และสแกนหาไวรัสก่อนเปิดใช้งาน

            ควรสแกนแฟตไดร์ก่อนใช้งานทุกครั้ง เพราะแฟตไดร์เป็นพาหะในการนำข้อมูลจากพีซีเครื่องหนึ่งมาใส่ในอีกเครื่อง

โปรแกรมที่นิยมใช้ในการป้องกันไวรัส

1. AVG Antivirus Free Edition 2011: เป็นโปรแกรมที่สามารถป้องกันไวรัสและสปายแวร์ ตัวใหม่ๆ ได้ เช่น ไวรัสที่มากับ E-mail เพราะทุกวันนี้ไวรัสและสปายแวร์จะมีการอัพเดทความสามารถในการทำลายอยู่ตลอด ดังนั้นเราก็ควรอัพเดทโปรแกรมที่มีอยู่และอัพเดทเวอร์ชั่นใหม่ๆ ของโปรแกรมอยู่ตลอดนะจ๊ะ ถ้ายังไม่มีโปรแกรมสแกนไวรัส ลองใช้โปรแกรมที่ติดอันดับต้นๆ ของการดาวน์โหลดอย่าง AVG Antivirus Free Edition 2011 มาลองใช้กันได้นะจ๊ะ
 
 
 
 
2. Avira AntiVir Personal Free Edition: สามารถกำจัดไวรัสได้มากว่า 300,000 ชนิด มีการอัพเดท ข้อมูลไวรัสในเครื่องของเราแบบอัตโนมัติ ทำให้โปรแกรมไม่ล้าหลัง และตามไวรัสตัวใหม่ๆ ได้ทัน โปรแกรมนี้เหมาะสำหรับคนที่ชอบเล่นอินเทอร์เน็ต และชอบดาวน์โหลด ทั้งหลาย แต่บางทีเวลาที่เราสแกน โปรแกรมก็ชอบลบข้อมูลบางอย่างออกไปด้วย และไม่ค่อยซับพอร์ตโปรแกรมอื่นเท่าไหร่ค่ะ
 
 
 
3. Avast Free Antivirus: สามารถป้องกันไวรัส Spyware หรือ Malware ต่าง ๆ ที่แฝงตัวมากับเว็บไซต์ไม่ให้เข้ามาทำร้ายข้อมูลในเครื่องคอมพิวเตอร์ของเราได้ การสแกนสามารถสแกนได้ทั้งไฟล์ที่อยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ และสแกนขณะที่บู๊ตเครื่องก็ได้ค่ะ โดยโปรแกรมจะตรวจจับไวรัสและกำจัดไวรัสให้ทันทีที่พบ และในปัจจุบันโปรแกรมสามารถรองรับภาษาได้มากกว่า 19 ภาษา เป็นโปรแกรมที่มีขนาดเล็ก กระทัดรัด สามารถใช้งานได้ง่าย ที่สำคัญไม่หนักเครื่องด้วยนะจ๊ะ
 
 
 
 
4. PC Tools AntiVirus Free: โปรแกรมนี้ก็จะช่วยป้องกันเครื่องคอมพิวเตอร์ของเราไม่ให้ติดไวรัสได้ง่ายๆ ซึ่งเหมือนกับโปรแกรมสแกนไวรัสตัวอื่น ๆ สำหรับโปรแกรมนี้สามารถดาวน์โหลดมาใช้งานได้ฟรี แต่ขนาดของไฟล์อาจจะค่อนข้างใหญ่ และอาจทำให้หนักเครื่องอยู่บ้างนะค่ะ

 
 
 
5. Microsoft Security Essentials: สำหรับโปรแกรมนี้ เป็นโปรแกรมที่สามารถตรวจสอบและกำจัดไวรัสหรือสปายแวร์ได้เกือบทุกรูปแบบ ไม่ว่าไวรัสจะเปลี่ยนสถานะในการเข้าถึงข้อมูลของเราเป็นอย่างไรก็ตาม โปรแกรมก็จะตรวจพบไวรัสได้อยู่ดี ถ้าใครยังไม่มีโปรแกรมสแกนไวรัสลองโหลดโปรแกรมตัวนี้ไปใช้ดูนะคะ เพราะเป็นโปรแกรมที่พัฒนาขึ้นมาโดยบริษัท Microsoft เองซึ่งน่าจะช่วยให้ผู้ที่ใช้งานคอมพิวเตอร์ในระบบปฏิบัติการ Windows อุ่นใจขึ้นได้อีกเยอะเลยค่ะ
ปล. อย่าลืมว่าในการติดตั้งโปรแกรมนี้  Windows ของคุณจะต้องเป็น Windows ที่ถูกลิขสิทธิ์ด้วยนะค่ะ


 
6. ThreatFire AntiVirus Free Edition: โปรแกรมป้องกันและกำจัดไวรัสตัวนี้มีความสามารถตรวจจับได้ทั้ง trojans, rootkits, hijackers, keyloggers และ Malware ตัวอื่นๆ แต่ว่าโปรแกรมสแกนไวรัสตัวนี้ไม่สามารถสแกนทีละ File หรือ Folder ได้ เพราะโปรแกรมจะบังคับให้สแกนทุกไดร์ฟพร้อมกันหมดค่ะ
 
 
 
7. Emsisoft Anti-Malware 5.0: สำหรับโปรแกรมนี้ เป็นโปรแกรมที่ช่วยป้องกันไวรัสโทรจันประเภท Back Orifice และโปรแกรมนี้ยังสามารถตรวจหาไวรัสที่แนบมากับ E-Mail ที่เป็นตระกูล ZIP, ARJ, CAB หรือไฟล์ที่มาจากการดาวน์โหลดได้เช่นกัน และในโปรแกรมนี้ยังสามารถสแกนตัวโทรจันและระบุข้อมูลของไวรัสโทรจันแต่ละประเภทได้อีกด้วยหากคุณต้องการเรียนรู้เกี่ยวกับไวรัสโทรจันเหล่านี้ ถ้าใครคิดจะใช้โปรแกรมนี้คงต้องใช้เวลานานในการติดตั้ง เพราะโปรแกรมมีขนาดใหญ่พอสมควรค่ะ
 
 

8. Panda Cloud Antivirus Free: เป็นโปรแกรมที่มีขนาดเล็ก ใช้พื้นที่ของเครื่องคอมพิวเตอร์น้อย สำหรับโปรแกรมนี้สามารถใช้งานง่าย เพราะมีไอคอนเพียงไม่กี่ปุ่ม ในการทำงานของโปรแกรมนี้จะทำการอัพเดทอัตโนมัติเมื่อเราเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ทำให้สามารถสแกนไวรัสตัวใหม่ๆ ได้ อีกทั้งยังสแกนรวดเร็ว
 
 
 
9. Multi Virus Cleaner 2009: โปรแกรมตัวนี้เป็นโปรแกรมเอนกประสงค์ที่สามารถตรวจจับและกำจัดไวรัสหรือสปายแวร์ได้ และสามารถอัพเดทฐานข้อมูลไวรัสของตัวเองเพื่อให้โปรแกรมสามารถตรวจจับไวรัสชนิดใหม่ๆ ได้ โดยคุณสามารถดาวน์โหลดโปรแกรมตัวนี้มาใช้งานได้หากเครื่องของคุณมีปัญหา นอกจากนี้โปรแกรมสแกนไวรัส Multi Virus Cleaner 2009 ยังสามารถตรวจพบไวรัสได้มากถึง 6,400 ประเภทในแบบต่างๆกันได้อย่างไม่มีปัญหา
 
 
 
10. Avast – Virus Cleaner and Worm Removal Tool: โปรแกรมนี้จะช่วยกำจัดไวรัส และหนอนต่างๆ ในเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณ ไม่ว่าจะเป็นการลบจาก Registry หรือ Start up สำหรับข้อเสียของโปรแกรมนี้ คือไม่สามารถกำจัดไวรัสได้ทุกตัว ส่วนข้อดี คือ โปรแกรมนี้ไม่จำเป็นต้องติดตั้งให้ยุ่งยาก เพียงแค่ดับเบิ้ลคลิกก็สามารถใช้งานได้ทันที และข้อดีอีกอย่าง โปรแกรมนี้สามารถพกพาได้ง่าย เพียงแค่เรา Save ใส่ Flash Drive ก็สามารถนำไปสแกนได้ทุกที่ค่ะ
 

อ้างอิง

1.ความหมายและประเภทของไวรัส(มปป.)สืบค้นจาก https://web.ku.ac.th/schoolnet/snet1/software/virus/ (18 มกราคม 2559)
2.วิธีการป้องกันสปายแวร์และซอฟต์แวร์ที่ไม่พึงประสงค์(มปป.) สืบค้นจาก http://support.hp.com/us-en/document/c03110644 (18 มกราคม 2559)
3.วิธีป้องกันไวรัสคอมพิวเตอร์(มปป.) สืบค้นจาก http://hilight.kapook.com/view/38899 (18 มกราคม 2559)
4.โปรแกรมที่นิยมใช้ในการป้องกันไวรัส (16 พฤศจิกายน 2553) สืบค้นจาก http://www.techxcite.com/topic/4217.html (18 มกราคม 2559)
 
 
 

วันอาทิตย์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2559

หน่วยที่ 7 การเรียนรู้ผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต กัญญาวีร์ 02 ขวัญภิรมย์ 05

ความหมายและคุณลักษณะพิเศษของเครือข่ายการเรียนรู้

ความหมาย

การเรียนรู้ในระบบคอมพิวเตอร์ เพื่อใช้ประกอบกิจกรรมทางการศึกษาของมนุษย์ ทั้งในระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา อุดมศึกษา และการศึกษาผู้ใหญ่ โดยมีองค์ประกอบสำคัญคือ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ โปรแกรมที่ใช้ควบคุมระบบ การทำงาน และเครือข่ายการสื่อสาร นอกจากนี้การเรียนรู้ของผู้เรียนแต่ละคนยังแตกต่างกันออกไป ตามความสามารถในการสื่อสาร ของตัวผู้เรียนเอง และสภาวะแวดล้อมในการเชื่อมโยงข้อมูลอีกด้วย

คุณลักษณะพิเศษของเครือข่ายการเรียนรู้

1. สามารถเข้าถึงได้กว้างขวาง ง่าย สะดวก นักเรียนสามารถเรียกข้อมูลมาใช้ได้ง่าย และเชื่อมโยงเข้าหานักเรียนคนอื่น ได้ง่ายรวดเร็ว และสามารถเรียกใช้ข้อมูลได้ทุกเวลา ทุกสถานที่ที่มีเครือข่าย
2. เป็นการเรียนแบบร่วมกันและทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม คุณลักษณะพื้นฐานของเครือข่ายการเรียนรู้ คือการเรียนแบบ ร่วมมือกัน ดังนั้นระบบเครือข่ายจึงควรเป็นกลุ่มของการเรียนรู้โดยผ่านระบบการสื่อสารที่สังคมยอมรับ เครือข่ายการเรียนรู้จึงมี รูปแบบของการร่วมกันบนพื้นฐานของการแบ่งปันความน่าสนใจ ของข้อมูลข่าวสารซึ่งกันและกัน
3. สร้างกิจกรรมการเรียนรู้ โดยเน้นให้ผู้เรียนเป็นผู้กระทำมากกว่าเป็นผู้ถูกกระทำ
4. ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางการเรียนการสอน และเน้นบทบาทที่เปลี่ยนแปลงไป
5. จัดให้เครือข่ายการเรียนรู้เป็นเสมือนชุมชนของการเรียนรู้แบบออนไลน์


แนวทางการบริหารจัดการและพัฒนาเครือข่ายการเรียนรู้

แบ่งออกเป็น 4 ขั้น ดังนี้
1. ขั้นการก่อรูปเครือข่ายการเรียนรู้ (learning network forming) เป็นการก่อตัวขึ้นโดยมีแนวทางสำคัญที่ควรดำเนินดาร 4 ประการ ได้แก่ การสร้างความตระหนักในปัญหาและการสร้างสำนึกในการรวมตัว การสร้างจุดรวมของผลประโยชน์ในเครือข่ายการแสวงหาแกนนำที่ดีของเครือข่าย และการสร้างแนวร่วมของสมาชิกเครือข่าย ถ้าเครือข่ายแห่งใดปฏิบัติได้ตามแนวทางดังกล่าวก็เชื่อได้ว่าจะสามารถก่อตั้งเครือข่ายในชุมชนได้อย่างแน่นอน
2. ขั้นการจัดระบบบริหารเครือข่ายการเรียนรู้ (learning network organizing) การจัดระบบบริหารเครือข่ายการเรียนรู้ที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ มีองค์ประกอบสำคัญที่ควรพิจารณา 5 ประการ คือ การจัดผังกลุ่มเครือข่าย การจัดบทบาทหน้าที่ของสมาชิกในเครือข่าย การจัดระบบการติดต่อสื่อสาร การจัดระบบการเรียนรู้ร่วมกัน และการจัดระบบสารสนเทศ ดังนั้นถ้าสามารถจัดระบบบริหารเครือข่ายได้ครบถ้วนดังกล่าว ผลที่ตามมาก็จะเป็นไปอย่างราบรื่น
3. ขั้นการใช้เครือข่ายการเรียนรู้(learning network utilizing ) การใช้ประโยชน์จากเครือข่ายการเรียนรู้จากการดำเนินงานด้านต่างๆ ที่สำคัญ 5 ประการ ได้แก่ การใช้เครือข่ายเพื่อให้เป็นเวทีกลางประสานงานร่วมกันระหว่างสมาชิกภายในและภายนอกเครือข่าย การใช้เครือข่ายเพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนสารสนเทศและความรู้ของสมาชิกเครือข่าย และผู้สนใจการใช้เครือข่ายเพื่อให้เป็นเวทีแลกเปลี่ยนระดมทรัพยากรร่วมกันของสมาชิกเครือข่าย การใช้เครือข่ายเพื่อให้เป็นเวทีร่วมสร้างสรรค์และพัฒนาความรู้ใหม่ๆ ให้แก่สมาชิกทั้งภายในและภายนอกเครือข่ายและการใช้เครือข่ายเพื่อให้เป็นเวทีสร้างกระแสผลักดันประเด็นใหม่ๆ ที่เป็นปัญหาของชุมชนและสังคม
4. ขั้นการธำรงรักษาเครือข่ายการเรียนรู้ (learning network maintaining) การธำรงรักษาเครือข่ายเพื่อให้ดำเนินการไปสู่ความสำเร็จนั้น มีแนวทางปฏิบัติ 6 ประการดังนี้ การจัดดำเนินการกิจกรรมต่างๆ ร่วมกันอย่างต่อเนื่อง การรักษาสัมพันธภาพที่ดีต่อกันระหว่างสมาชิกเครือข่าย การกำหนดกลไกและการสร้างระบบแรงจูงใจให้แก่สมาชิกของเครือข่าย การให้ความช่วยเหลือและช่วยแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง และการสร้างผู้นำรุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง เป็นต้น


 

กระบวนการและวิธีการสร้างเครือข่ายการเรียนรู้

1. การตระหนักถึงความจำเป็นในการสร้างเครือข่ายเป็นขั้นตอนที่ผู้ปฏิบัติงานหรือฝ่ายจัดการตระหนักถึงความจำเป็นในการสร้างเครือข่ายเพื่อที่จะทำงานให้บรรลุเป้าหมายรวมทั้งพิจารณาถึงองค์กรต่างๆ ที่เห็นว่าเหมาะสมเพื่อรวมเข้าเป็นเครือข่ายในการทำงานร่วมกัน
2. การติดต่อกับองค์กรที่จะร่วมเป็นเครือข่ายหลังจากตัดสินใจเกี่ยวกับองค์กรที่เห็นว่าเหมาะสมในการเข้าร่วมเป็นเครือข่ายแล้ว ก็จะเป็นขั้นการติดต่อสัมพันธ์เพื่อชักชวนให้เข้าร่วมเป็นเครือข่ายในการเรียนรู้ โดยต้องสร้างความคุ้นเคย การยอมรับและความไว้ว่างใจระหว่างกันมีการให้ข้อมูล และแลกเปลี่ยนข้อมูล กระตุ้นให้คิดร่วมกันเพื่อแก้ปัญหาหรือพัฒนาในเรื่องเดียวกันของเครือข่าย ถือว่าเป็นการเตรียมกลุ่มเครือข่าย
3. การสร้างพันธกรณีร่วมกัน เป็นข้นตอนการสร้างความผูกพันร่วมกัน มีการตกลงใจในความสัมพันธ์ต่อกันและตกลงที่จะทำงานร่วมกันเป็นเครือข่ายซึ่งการทำกิจกรรมเพื่อตอบสนองความต้องการหรือแก้ปัญหาร่มกันจะต้องมีความรู้เพียงพอที่จะทำกิจกรรมได้โดยการเชิญวิทยากรมาถ่ายถอดเพิ่มพูนความรู้ การไปศึกษาดูงาน เป็นต้น ทำให้เกิดเป็นกลุ่มศึกษาเรียนรู้ขึ้นในองค์กรเครือข่าย
4. การพัฒนาความสัมพันธ์ร่วมกัน เป็นขั้นตอนที่สร้างเครือข่ายให้เกิดผลงานเป็นรูปธรรมโดยเริ่มทำกิจกรรมที่ใช้ทรัพยากรร่วมกัน มีการตกลงในเรื่องของการบริหารจัดการขององค์กรเครือข่าย ซึ่งเริ่มด้วยการกำหนดวัตถุประสงค์ กำหนดกิจกรรม กำหนดบทบาทของสมาชิก รวมทั้งสิทธิหน้าที่ของผู้เกี่ยวข้องชัดเจนขึ้น เกิดเป็นกลุ่มกิจกรรมขึ้นในองค์กรเครือข่าย
5. การทำกิจกรรมร่วมกัน เป็นขั้นตอนที่เกิดขึ้นหลังจากมีการพัฒนาความสัมพันธ์ร่วมกันแล้ และนำไปสู่การทำกิจกรรมร่วมกันจนมีผลงานเป็นที่ปากฎชัด เกิดประโยชน์ร่วมกันในองค์กรเครือข่าย จนเกิดการขยายกลุ่มเครือข่ายมากยิ่งขึ้น
6. การรวมตัวกันจัดตั้งองค์กรใหม่ร่วมกัน เพื่อรองรับจำนวนสมาชิกใหม่ที่มากขึ้น


ความหมายของ E-Learning

 การเรียนการสอนในลักษณะใดก็ได้ ที่ใช้การถ่ายทอดเนื้อหาผ่านทางอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ โดยผ่านทางเครือข่ายอินเทอรืเน็ต หรือระบบอื่นๆ ที่คล้ายคลึงกัน ซึ่งเนื้อหา หรือสารสนเทศสำหรับการสอนหรือการอบรม ใช้การนำเสนอตัวอักษร ภาพนิ่ง ผสมผสานกับการใช้ภาพเคลื่อนไหว วีดีทัศน์และเสียง

ปัญหาการพัฒนาระบบการเรียนรู้ผ่านระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ตในประเทศไทย

1. ปัญหาการสนับสนุนด้านงบประมาณและบุคลากร
2. ปัญหาเรื่องราคาของซอฟต์แวร์ CMS/LMS และการลิขสิทธิ์
3. ปัญหาเรื่องทีมงานดำเนินการ
4. ปัญหาเกี่ยวกับ Infrastructure
5. ปัญหาเกี่ยวกับมาตรฐานการจัดทำระบบ CMS/LMS
 

ข้อดีและข้อเสียของการเรียนรู้ผ่านระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ต

ข้อดี
1.ผู้เรียนและผู้สอนไม่ต้องการเรียนสอนในเวลาเดียวกัน
2.ผู้เรียนและผู้สอนไม่ต้องมาพบกันในห้องเรียน

ข้อเสีย
1.ไม่สามารถรับรู้ความรู้สึก ปฏิกิริยาที่แท้จริงของผู้เรียนและผู้สอน
2.ไม่สามารถสื่อความรู้สึกอารมณ์ในการเรียนรู้ได้อย่างแท้จริง

 

ข้อคำนึงในการจัดการเรียนรู้ผ่านระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ต

1. ความพร้อมของอุปกรณ์และระบบเครือข่าย
2. ทักษะใช้คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต
3. ความพร้อมของผู้เรียน
4. ความพร้อมของผู้สอน
5. เนื้อหา บทเรียน
 

เว็บไซต์ที่เป็นเครือข่ายการเรียนรู้

 Trueplookpanya.com
 
Kroobannok.com
 
 

อ้างอิง

1.ความหมายและคุณลักษณะพิเศษของเครือข่ายการเรียนรู้(มปป.)สืบค้นจาก https://2educationinnovation.wikispaces.com/%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89 (11 มกราคม 2559)
2.แนวทางการบริหารจัดการและพัฒนาเครือข่ายการเรียนรู้ (มปป.)สืบค้นจากhttps://2educationinnovation.wikispaces.com/%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89 (11 มกราคม 2559) 
3.กระบวนการและวิธีการสร้างเครือข่ายการเรียนรู้(มปป.)สืบค้นจากhttps://2educationinnovation.wikispaces.com/%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89 (11 มกราคม 2559)
4.ความหมายของ E-Learning(มปป.)สืบค้นจากhttps://sites.google.com/site/internetjamesji/na-senx-neuxha-cak-kar-reiyn-ru-dwy-tnxeng/hnwy-thi-7-kar-reiyn-ru-phan-rabb-kherux-khay-xinthexrnet (11 มกราคม 2559)
5.ปัญหาการพัฒนาระบบการเรียนรู้ผ่านระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ต(มปป.)สืบค้นจากhttps://sites.google.com/site/internetjamesji/na-senx-neuxha-cak-kar-reiyn-ru-dwy-tnxeng/hnwy-thi-7-kar-reiyn-ru-phan-rabb-kherux-khay-xinthexrnet(11 มกราคม 2559)
6.ข้อดีและข้อเสียของการเรียนรู้ผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต(มปป.)สืบค้นจากhttps://sites.google.com/site/internetjamesji/na-senx-neuxha-cak-kar-reiyn-ru-dwy-tnxeng/hnwy-thi-7-kar-reiyn-ru-phan-rabb-kherux-khay-xinthexrnet (11 มกราคม 2559)
7.ข้อคำนึงในการจัดการเรียนรู้ผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต (มปป.)สืบค้นจาก https://sites.google.com/site/internetjamesji/na-senx-neuxha-cak-kar-reiyn-ru-dwy-tnxeng/hnwy-thi-7-kar-reiyn-ru-phan-rabb-kherux-khay-xinthexrnet
8.เว็บไซต์ที่เป็นเครือข่ายการเรียนรู้ (มปป.)สืบค้นจาก https://sites.google.com/site/internetjamesji/na-senx-neuxha-cak-kar-reiyn-ru-dwy-tnxeng/hnwy-thi-7-kar-reiyn-ru-phan-rabb-kherux-khay-xinthexrnet (11 มกราคม 2559)

 

 

 

วันอาทิตย์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2559

หน่วยที่ 6 โปรแกรมจัดการสารสนเทศส่วนบุคคล กัญาวีร์ 2 ขวัญภิรมย์ 5

ความหมายของโปรแกรมจัดการสารสนเทศส่วนบุคคล

การจัดการสารสนเทศส่วนบุคคล (Personal Information Manager) หมายถึง การพัฒนากลยุทธ์ที่ชัดเจนในการดำเนินการกับสารสนเทศที่ได้รับสารสนเทศ (Information) หมายถึง ข้อมูลข่าวสารทุกประเภทที่ได้รับส่วนบุคคล (Personal) หมายถึง การที่บุคคลมีความต้องการหรือความจำเป็นในการใช้สารสนเทศหนึ่ง ๆ

ความสำคัญของการจัดการสารสนเทศสาวนบุคคล

1. วิเคราะห์ความต้องการด้านสารสนเทศของตนเอง
2. สำรวจและทดลองระบบ
3. พัฒนาความรู้และทักษะที่จำเป็นเพื่อให้สามารถกำหนดระบบที่เหมาะสมที่สุด
4.นำระบบที่กำหนดแล้วมาใช้งาน
5.ศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับเทคโนโลยีใหม่ๆ
 

องค์ประกอบและปะเภทของระบบการจัดการสารสนเทศส่วนบุคคล

ส่วนรับเข้า
 - ความต้องการด้านสารสนเทศของผู้ใช้
 - ข้อมูลที่เข้าสู่ระบบ
ส่วนประมวลผล (Processing Unit)
ส่วนแสดงผล (Output Unit)
 

ระบบนัดหมายและระบบติดตามงานส่วนบุคคล

ระบบนัดหมายส่วนบุคคล

1.การใช้งานระบบ                                  
2.เป็นระบบที่ใช้งานง่าย
3.ระบบมีการบันทึกข้อมูลแบบลัด                  
4.มีสัญญาณเตือนการนัดหมาย
5.มีระบบช่วยจำ         
6.ป้อนข้อความเตือนความจำเข้าสู่ระบบนัดหมายอัตโนมัติ

ระบบติดตามงานส่วนบุคลล

1.ระบบติดตามงานส่วนบุคคล เป็นดปรแกรมอรรถประโยชน์เช่นเดียวกับนาฬิการปลุกและเครื่องคิดเลข
2.ระบบติดตามงานส่วนบุคคล หมายถึง บัญชีรายการงานที่ยังไม่ได้ดำเนินการ
3.ระบบติดตามงานส่วนบุคคล เป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งในการบริหารงานและเวลาของแต่ละบุคคล
4.มีนิสัยผัดวันประกันพรุ่ง จึงจ้องทำงานแบบเร่งรีบในช่วงเวลาสุดท้าย
 

พัฒนาการของระบบการจัดการสารสนเทศส่วนบุคคล

1.ระบบการจัดการสารสนเทศส่วนบุคคลในรูปกระดาษที่มีมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
2.ระบบสารสนเทศส่วนบุคคล มีความหลากหลายทั้งด้านรูปลักษณ์ ระดับความสามารถในการทำงาน และราคา
3.ระบบการจัดการสารสนเทศของกลุ่ม
 

เกณฑ์การเลือกระบบการจัดการสารสนเทศส่วนบุคคล

1.ความต้องการด้านสารสนเทศ            
2.ความต้องการระบนัดหมายส่วนบุคคล
3.ความต้องการระบติดตามงานหรือไม่    
4.ความต้องการระบบติดต่อสื่อสารในลักษณะใด
5.สภาพแวดล้อในการทำงาน              
6.การทำงานในลักษณะคนเดียวหรือกลุ่ม
7.การทำงานภายในหรือภายนอกองค์กร 
8.การติดต่อสื่อสารกับบุคคลอื่น
9.ความสามารถในการทำงาน              
10.การรับฟังความคิดเห็น
 

อ้างอิง

1.ความหมายของโปรแกรมจัดการสารสนเทศส่วนบุคคล(มปป.)สืบค้นจากhttps://sites.google.com/site/internetjamesji/na-senx-neuxha-cak-kar-reiyn-ru-dwy-tnxeng/hnwy-thi-6-porkaerm-cadkar-sarsnthes-swn-bukhkhl(4 มกราคม 2559)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


 
 

วันอาทิตย์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2558

หน่วยที่ 5 การใช้บริการที่มีอยู่บนสังคมออนไลน์ กัญญาวีร์ 2 ขวัญภิรมย์ 5

1.บริการที่มีอยู่บนสังคมออนไลน์

บริการเวิลด์ไวด์เว็บ (WWW)

           เวิลด์ไวด์เว็บ ( World Wide Web ) หรือเครือข่ายใยแมงมุม เหตุที่เรียกชื่อนี้เพราะเป็นลักษณะของการเชื่อมโยงข้อมูลจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งเรื่อยๆ เวิลด์ไวด์เว็บ เป็นบริการที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในการเรียกดูเว็บไซต์ที่อาศัยโปรแกรมเว็บเบราว์เซอร์ ( Web Browser ) ในการดูข้อมูล เว็บเบราว์เซอร์ที่ได้รับความนิยมใช้ในปัจจุบัน เช่น  - Internet Explorer         - Firefox  - Google Chrome           - Safari

บริการจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Mail)

        การใช้งานอีเมล แบ่งได้ดังนี้ คือ
    1. Corporate E-mail คือ อีเมลที่หน่วยงานต่างๆ สร้างขึ้นให้กับพนักงานหรือบุคลากรในองค์กรนั้น เช่น   Siwat_01@gmail.co.th    2. Free E-mail คือ อีเมลที่สามารถสมัครได้ฟรีตาม Web Mail ต่างๆ เช่น Hotmail, Yahoo,Mail, Gmail

บริการโอนย้ายไฟล์ (File Transfer Protocol)

        บริการโอนย้ายไฟล์ เป็นบริการที่เกี่ยวข้องกับการโอนย้ายไฟล์ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต การโอนย้ายไฟล์แบ่งได้ ดังนี้               1. การดาวน์โหลดไฟล์ (Download File) คือ การรับข้อมูลเข้ามายังเครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้  เช่น  www.download.com, www.thaiware.com               2. การอัพโหลดไฟล์ (Upload File) คือ การนำไฟล์ข้อมูลจากเครื่องของผู้ใช้ไปเก็บไว้ในเครื่องที่ให้บริการ (Server) ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต

บริการรับฝากไฟล์และข้อมูล

     เช่น  www.skydrive.com , www.youtube.com
 
 


     บริการสนทนาบนอินเทอร์เน็ต

        คือ การส่งข้อความโดยทันที  เช่น MSN Messenger , Yahoo Messenger , Skype , Line เป็นต้น

การบริการค้นหาข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต


1. Web Directory    เช่น www.sanook.com
2. Search Engine    เช่น www.google.com
3. Meta Search       เช่น www.search.com

บริการกระดานข่าวหรือเว็บบอร์ด

 เช่น www.pantip.com

บริการห้องสนทนา (Chat Room)

 เช่น www.siamnarak.com


 

บริการอีคอมเมิร์ซ (Electronic Commerce : E-Commerce)

   
         เป็นบริการในการทำธุรกรรมซื้อขายหรือแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการผ่านทางอินเทอร์เน็ต เช่น  www.amazon.com , www.ebay.com

บริการวิทยุและโทรทัศน์ออนไลน์

    เป็นบริการที่ผุ้ใช้สามารถฟังวิทยุและรายการโทรทัศน์ผ่านทางอินเทอร์เน็ต เช่น www.ch7.com , www. siamha.com

2.วิธีการใช้บริการต่างๆที่มีอยู่บนสังคมออนไลน์  

ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Mail/E-mail)

ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ หรือ E-mail เป็นการส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต โดยผู้ส่งจะต้องส่งข้อความไปยังที่อยู่ของผู้รับ ซึ่งเป็นที่อยู่ในรูปแบบของอีเมล์ เมื่อผู้ส่งเขียนจดหมายขึ้นมา 1 ฉบับ แล้วส่งไปยังที่อยู่นั้น ผู้รับจะได้รับจดหมายนั้นภายในเวลาไม่กี่วินาที แม้จะอยู่ห่างกันคนละซีกโลกก็ตาม นอกจากนี้ยังสามารถส่งแฟ้มข้อมูลหรือไฟล์แนบไปกับอีเมล์ได้ด้วย

การขอเข้าระบบจากระยะไกล หรือ เทลเน็ต (Telnet)

เป็นบริการอินเทอร์เน็ตรูปแบบหนึ่ง โดยที่เราสามารถเข้าไปใช้งานคอมพิวเตอร์อีกเครื่องหนึ่งที่อยู่ไกลๆ ได้ด้วยตนเอง เช่น กรณีที่เราทำงานอยู่ที่บริษัท มีใช้อินเทอร์เน็ตของที่บริษัท เมื่อกลับไปที่บ้าน และมีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตไว้ เราสามารถเชื่อมต่อไปยังคอมพิวเตอร์ที่บริษัทเพื่อเรียกใช้ข้อมูลหรือทำงานต่างๆ ที่บ้านได้ เสมือนกับเราทำงานที่บริษัทนั่นเอง

การโอนถ่ายข้อมูล (File Transfer Protocol หรือ FTP)

เป็นบริการอีกรูปแบบหนึ่งของระบบอินเทอร์เน็ต ที่ช่วยให้เราสามารถค้นหาและเรียกข้อมูลจากแหล่งต่างๆ มาเก็บไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ ทั้งข้อมูลประเภทตัวหนังสือ รูปภาพ และเสียง

การแลกเปลี่ยนข่าวสารและความคิดเห็น (Usenet)

เป็นการให้บริการที่มีการแลกเปลี่ยนข่าวสารและแสดงความคิดเห็นที่ผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตทั่วโลกสามารถพบปะกัน แสดงความคิดเห็น โดยมีการจัดการผู้ใช้เป็นกลุ่มข่าว หรือ นิวส์กรุ๊ป (Newsgroup) แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันเป็นหัวข้อต่างๆ เช่น เรื่องหนังสือ เรื่องการเลี้ยงสัตว์ ต้นไม้ คอมพิวเตอร์ และการเมืองเป็นต้น ปัจจุบันมี Usenet มากกว่า 15,000 กลุ่ม นับเป็นเวทีขนาดใหญ่ให้ทุกคนจากทั่วทุกมุมโลกแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง

การสืบค้นข้อมูล (Gopher, Archie, World Wide Web)

การสืบค้นข้อมูล หมายถึง การใช้เครือข่ายอินเทอร์เน็ตในการค้นหาข่าวสารที่มีอยู่มากมาย แล้วช่วยจัดเรียงข้อมูลข่าวสารตามหัวข้ออย่างมีระบบ เป็นเมนู ทำให้เราหาข้อมูลได้ง่ายหรือสะดวกขึ้น


การสื่อสารด้วยข้อความ (Chat, IRC-Internet Relay Chat)

เป็นการพูดคุยกันระหว่างผู้ใช้อินเทอร์เน็ต โดยพิมพ์ข้อความโต้ตอบกัน ซึ่งเป็นวิธีการสื่อสารที่ได้รับความนิยมมากอีกวิธีหนึ่ง การสนทนากันผ่านอินเทอร์เน็ตเปรียบเสมือนผู้สนทนากำลังนั่งอยู่ในห้องสนทนาเดียวกัน แต่ละคนก็พิมพ์ข้อความโต้ตอบกันไปมาได้ในเวลาเดียวกัน แม้จะอยู่คนละประเภทหรือคนละซีกโลกก็ตาม


การซื้อขายสินค้าและบริการ (Electronic Commerce/ E-Commerce)

เป็นการซื้อ-ขายสินค้า และบริการเช่น ขายหนังสือ คอมพิวเตอร์ การท่องเที่ยว ฯลฯ ปัจจุบันมีบริษัทนับหมื่นบริษัทใช้อินเทอร์เน็ตในการทำธุรกิจ และให้บริการลูกค้าตลอด 24 ช.ม. ซึ่งถือเป็นโอกาสทางธุรกิจแบบใหม่ที่น่าสนใจและกำลังได้รับความนิยมมาก อีกทั้งยังเปิดให้ทุกคนสามารถเข้ามาทำธุรกิจได้โดยใช้ทุนไม่มากนัก

การให้ความบันเทิง (Entertainment)

ในอินเทอร์เน็ต มีบริการด้านความบันเทิงในรูปแบบต่างๆ เช่น เกมส์ เพลง รายการโทรทัศน์ รายการวิทยุ เป็นต้น เราสามารถเลือกใช้บริการเพื่อความบันเทิงได้ตลอด 24 ช.ม. และจากแหล่งต่างๆ ทั่วทุกมุมโลก ทั้งจากประเทศไทย อเมริกา ยุโรป และออสเตรเลีย เป็นต้น
 

ที่มา

1.บริการที่มีอยู่บนสังคมออนไลน์(มปป.)สืบค้นจากhttps://sites.google.com/site/internetjamesji/na-senx-neuxha-cak-kar-reiyn-ru-dwy-tnxeng/hnwy-thi-5-kar-chi-brikar-thi-mi-xyu-bn-sangkhm-xxnlin(28 ธันวาคม 2558)
2.วิธีการใช้บริการต่างๆที่มีอยู่บนสังคมออนไลน์(มปป.)สืบค้นจากhttp://www.baanjomyut.com/library_3/extension-2/ict/03_1.html28 ธันวาคม 2558)
 

วันอาทิตย์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2558

หน่วยที่ 4 การรับ-ส่งข้อมูลบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต กัญญาวีร์ 02 ขวัญภิรมย์ 05

ความหมายของการรับ-ส่งข้อมูลบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต

 การรับ-ส่งข้อมูลบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต โดยใช้จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic mail) หรือที่นิยมเรียกกันว่า อีเมล หมายถึง การสื่อสารหรือส่งข้อความจากคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งผ่านไปเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์อีกเครื่องหนึ่งโดยส่งผ่านระบบเครือข่าย (network)
 

 

 
 

 

ประโยชน์ของการรับ-ส่งข้อมูลทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์

  1. ทำให้การติดต่อสื่อสารทั่วโลกเป็นไปอย่างรวดเร็วทันที่
  2. สามารถส่งจดหมายถึงผู้รับที่ต้องการได้ทุกเวลา
  3. สามารถส่งจดหมายถึงผู้รับหลายๆ คนได้ในเวลาเดียวกัน
  4. ช่วยประหยัดเวลาในการเดินทางไปส่งจดหมายที่ตู้ไปรษณีย์หรือที่ทำการไปรษณีย์
  5. ผู้รับจดหมายสามารถเรียกอ่านจดหมายได้ทุกเวลาตามสะดวก
  6. สาารถถ่ายโอนแฟ้มข้อมูล

เว็บไซต์ที่ให้บริการฟรีอีเมล์

  1. www.sabuyjai.com
  2. www.narakmai.com
  3. www.hotmail.com
  4. www.hotmail.com
  5. www.gmail.com

วิธีการใช้ฟรีอีเมล์ของ Gmail.com

  1. เข้าเว็บไซต์ www.gmail.com
  2. จะปรากฏหน้าจอ
  3. ถ้าต้องการสมัครใหม่ ให้คลิกที่ เพิ่มบัญชี
  4. ให้คลิกที่ สร้างบัญชี
  5. ทำกรอกรายละเอียดเป็นภาษาไทย
  6. เมื่อกรอกครบถ้วนเเล้ว ให้คลิกเลือที่ฉันยอมรับข้อกำหนดในการบริการ เเล้วคลิกที่ขั้นตอนถัดไป
  7. ทำการยืนยันโดยเลือกการส่งรหัสทาง sms หรือโทรศัพท์ เเล้วคลิกที่ทำต่อ
  8. ให้เข้าไปตรวจสอบอีเมลของตนเอง ซึ่งจะส่งรหัสเพื่อยืนยันการใช้ เเล้วนำมากรอกในส่วนนี้ เสร็จเเล้วคลิก ทำต่อ
  9. จะปราากฎกรอบเพื่อให้เเสดงรูปภาพของตนเองหรือไม่ ถ้าต้องการ ให้คลิกที่เพิ่มรูปภาพ
  10. ให้คลิกที่เลือรูปภาพจากคอมพิวเตอร์ของคุณ
  11. แล้วคลิกที่ เลือกรูปโปรไฟล์
  12. เลือกรูปโปรไฟล์ที่ต้องการ
  13. เสร็จแล้วให้คลิกที่ ตั้งเป็นรูปโปรไฟล์
  14. จะปรากฏหน้าจอ เเล้วให้คลิกที่ ขั้นตอนถัดไป
  15. จะปรากฏข้อความยินดีต้อนรับ แสดงว่า การสมัครฟรีอีเมลของ Gmail เสร็จเรียบร้อย

คำศัพท์ที่เหกี่ยวข้องกับอีเมล์

  1. TO หมายถึง ชื่อ email สำหรับผู้รับ
  2. FROM หมายถึง email.com สำหรับผู้ส่ง
  3. SUBJECT หมายถึง ชื่อเรื่องหรืเนท้อหาของจดหมาย
  4. CC หมายถึง สำเนา email ฉบับนี้ไปให้อีกบุคคลหนึ่ง
  5. BCC หมายถึง ฉบับนี้ไปให้อีกบุคคลหนึ่ง เเต่ผู้รับ (TO) จะไม่ทราบว่าเราสำเนาให้ใใครบ้าง หรือเรียกว่าซำเนาซ่อน
  6. ATTACHMENT หมายถึง การแบบไฟล์ข้อมูลไปพร้อมกับ email 
  7. sing in หมายถึง การลงชื่อเข้าใช้
  8. sing out หมายถึง การลงชื่อออกจากการใช้

อ้างอิง

1.ความหมายของการรับ-ส่งข้อมูลบนเครืองข่ายอินเทอร์เน็ต(26 พฤศจิกายน 2556)http://guru.sanook.com/2287/(21 ธันวาคม 2558)
2.ประโยชน์ของการรับ-ส่งข้อมูลทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์(23 มกราคม 2555)
http://poschanunpan.blogspot.com/2012/01/blog-post_5857.html (21 ธันวาคม 2558)
3.เว็บไซต์ที่ให้บริการฟรีอีเมล์(มปป.)http://www.angelfire.com/ab/tato/047.html(21 ธันวาคม 2558)
4.วิธีการใช้ฟรีอีเมล์ของ Gmail.com(มปป.)http://gunoob.com/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B5%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%A5%E0%B9%8C-gmail-hotmail-yahoo/(21 ธันวาคม 2558)
5.คำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับอีเมล์(มปป.)https://sites.google.com/site/pasangkanes/kha-saphth-thi-keiyw-kab-ximel(21 ธันวาคม 2558)

วันอาทิตย์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2558

หน่วยที่ 3 การค้นหาข้อมูลด้วย Search Engine กัญญาวีร์ 02 ขวัญภิรมย์ 05

ความหมายและประโยชน์ของ Search Engine

ความหมาย ของ Search Engine

Search Engine คือ เครื่องมือการค้นหาข้อมูลผ่านอินเตอร์เน็ต ที่ทุกคนสามารถหาข้อมูลผ่านอินเตอร์เน็ตก็ได้ โดยกรอกข้อมูลที่ต้องการค้นหา หรือ Keyword (คีย์เวิร์ด) เข้าไปที่ช่อง Search Box แล้วกด Enter ข้อมูลที่เราค้นหาก็จะถูกแสดงออกมาอย่างมากมาย เพื่อให้เราเลือกข้อมูลตรงกับความต้องการของเรามากที่สุด โดยลักษณะการแสดงผลของ Search Engine นั้นจะทำการแสดงผลแบบ เรียงอันดับ Search Results ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์
 

ประโยชน์ ของ  Search Engine

        1. ค้นหาเว็บที่ต้องการได้สะดวก รวดเร็ว
        2. สามารถค้นหาแบบเจาะลึกได้ ไม่ว่าจะเป็น รูปภาพ, ข่าว, MP3 และอื่นๆ อีกมากมาย
        3. สามารถค้นหาจากเว็บไซต์เฉพาะทาง ที่มีการจัดทำไว้ เช่น download.com เว็บไซต์เกี่ยวกับข้อมูลและซอร์ฟแวร์ เป็นต้น
         4. มีความหลากหลายในการค้นหาข้อมูล
        5. รองรับการค้นหา ภาษาไทย
 

ลักษณะการทำงานของ Search Engine

ประกอบไปด้วย ๓ ส่วนหลัก ๆ คือ
๑. Spider หรือ Web Robot จะเป็นตัวที่ทำหน้าที่เข้าสำรวจเว็บไซต์ต่างๆ แล้วดึงข้อมูลเหล่านั้นมาอัพเดทใส่ในรายการฐานข้อมูล ส่วนมาก Spider มักจะเข้าไปอัพเดทข้อมูลเป็นรายเดือน
๒. ฐานข้อมูล (Database) เป็นส่วนที่เก็บรายการเว็บไซต์ ฐานข้อมูลที่ดีควรจะมีขนาดใหญ่เพียงพอที่จะรองรับกับการเติบโตของเว็บไซต์ในปัจจุบัน การออกแบบฐานข้อมูลที่ดีก็เป็นส่วนสำคัญเพราะถ้าฐานข้อมูลออกแบบมาทำงานช้าก็ทำให้การรอผลนานและจะไม่ได้รับความนิยมไปในที่สุด
๓.โปรแกรม Search Engine มีหน้าที่รับคำหรือข้อความที่ผู้ใช้งานป้อนเข้ามา แล้วเข้าค้นหาตามเว็บไซต์ต่างๆ ที่จัดเก็บไว้ในฐานข้อมูล จากนั้นก็จะรายงานผลเว็บไซต์ที่ค้นพบให้กับผู้ใช้ การสืบค้นด้วยวิธีนี้นอกจากจะต้องมีระบบการสืบค้นข้อมูลที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพแล้ว การกลั่นกรองผลที่ได้ เพื่อให้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่สำคัญของการสืบค้นข้อมูล
ดังนั้น  การเลือกใช้เครื่องมือในการค้นหาจะต้องเข้าใจว่า ข้อมูลที่ต้องการค้นหานั้นมีลักษณะอย่างไร มีขอบข่ายกว้างขวางหรือแคบขนาดไหน แล้วจึงเลือกใช้เว็บไซต์ค้นหาที่ให้บริการตรงกับความต้องการ
 

วิธีการค้นหาข้อมูลจากเว็บไซต์ต่างๆ

โดยทั่วไปเว็บไซต์ Search engines มีกระบวนการทำงาน (Sullivan, 2001) แบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอน คือ
ใช้โปรแกรมรวบรวมเอกสารเว็บ (spider หรือ  crawler) สำรวจและอ่านหน้าเว็บจากโดเมนต่างๆ  และหากพบ links ก็จะทำการติดตาม links ภายใน site จนครบ ซึ่งจากการทำงานในลักษณะโยงใยนี้ จึงเป็นที่มาของคำว่า spider หรือ crawler จากนั้น spider จะนำข้อมูลเว็บดังกล่าวไปเก็บไว้ในฐานข้อมูลของ Search Engine และ spider จะกลับไปตรวจสอบข้อมูลในเว็บนั้น ๆ อย่างสม่ำเสมอ เช่น ทุก 1 หรือ 2 เดือน เพื่อสำรวจความเปลี่ยนแปลง
จัดทำรายการดรรชนี  
ข้อมูลที่โปรแกรม spider พบจะถูกทำสำเนาและส่งมาจัดเก็บที่รายการดรรชนี (index  หรือ catalog) ตามบัญชีดรรชนีที่ (มนุษย์) กำหนดไว้
หากข้อมูลที่เว็บต้นฉบับมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลในสมุดดรรชนีจะเปลี่ยนแปลงด้วย  
โปรแกรมสืบค้น (Search engine software)
จะเป็นโปรแกรมส่วนที่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตติดต่อเข้าใช้บริการ
จะทำหน้าที่ในการค้นคืนข้อมูลจากฐานข้อมูลของ search engine
จะเริ่มต้นการทำงานเมื่อผู้ใช้ป้อนคำค้น
โปรแกรมจะนำคำค้นของผู้ใช้ไปจับคู่กับดรรชนีในฐานข้อมูล
แล้วทำการดึงข้อมูล (เอกสารเว็บ) ที่ตรงกับคำค้นออกมา
และจัดลำดับผลการค้นตามระดับความเกี่ยวข้องที่โปรแกรมประเมินได้  
Search engine แต่ละตัวจะใช้ตรรกะที่แตกต่างกันไป
ตัวอย่างการสร้างเกณฑ์ในการกำหนดค่าน้ำหนักให้กับคำดรรชนีของ Search engine อาจจัดลำดับ  ดังนี้ (Bradley, 2002) 
1. จะให้ค่าน้ำหนักความเกี่ยวข้องกับคำค้นมากที่สุด (ตามที่มนุษย์ได้ตั้งค่าโปรแกรมไว้)
2. คำ หรือวลี ที่ปรากฏใน Meta tag elements (เป็นส่วนหนึ่งของการเขียนเอกสาร html)
3. คำ หรือวลี ที่ปรากฏใน Title tag (ปรากฏที่บรรทัดแรกของ Title bar)
4. คำ หรือวลี ที่ปรากฏใน Main heading และ Sub heading (ข้อความที่เป็นขนาดใหญ่  ขนาดรอง ในแต่ละ Web page)
5. จำนวนครั้งที่ คำ หรือวลี ปรากฏในส่วนเนื้อหาของเอกสาร
6. ความถี่ที่เว็บอื่นๆ เชื่อมโยงเข้ามา (มีการตรวจสอบโดยใช้โปรแกรม)

 

ประเภทของไฟล์ข้อมูล

Search Engine มี3ประเภท (ในวันที่ทำการศึกษาข้อมูลนี้และได้ทำการรวบรวมข้อมูล สรุปได้3 ประเภทหลัก) โดยมีหลักการทำงานที่ต่างกัน และ การจัดอันดับการค้นหาข้อมูลก็ต่างกันด้วย  เพราะมีลักษณะการทำงานที่ต่างกันนี่เองทำให้ โดยทั่ว ๆ ไปแล้วจะมีการแบ่งออกเป็นหลาย ๆ ประเภทด้วยกัน แต่ที่พอสรุปได้ก็มีเพียง3 ประเภทหลัก ๆ ดังที่จะนำเสนอต่อไปนี้

ประเภทที่ 1 Crawler Based Search Engines

Crawler Based Search Engines คือ เครื่องมือการค้นหาบนอินเตอร์เน็ตแบบอาศัยการบันทึกข้อมูล และ จัดเก็บข้อมูลเป็นหลัก ซึ่งจะเป็นจำพวก Search Engine ที่ได้รับความนิยมสูงสุด เนื่องจากให้ผลการค้นหาแม่นยำที่สุด และการประมวลผลการค้นหาสามารถทำได้อย่างรวดเร็ว จึงทำให้มีบทบาทในการค้นหาข้อมูลมากที่สุดในปัจจุบัน
โดยมีองประกอบหลักเพียง 2 ส่วนด้วยกันคือ
1. ฐานข้อมูล โดยส่วนใหญ่แล้ว Crawler Based Search Engine เหล่านี้จะมีฐานข้อมูลเป็นของตัวเอง ที่มีระบบการประมวลผล และ การจัดอันดับที่เฉพาะ เป็นเอกลักษณ์ของตนเองอย่างมาก
2. ซอฟแวร์ คือเครื่องมือหลักสำคัญที่สุดอีกส่วนหนึ่งสำหรับ Serch Engine ประเภทนี้ เนื่องจากต้องอาศัยโปรแกรมเล็ก ๆ (ชนิดที่เรียกว่า จิ๋วแต่แจ๋ว) ทำหน้าที่ในการตรวจหา และ ทำการจัดเก็บข้อมูล หน้าเพจ หรือ เว็บไซต์ต่าง ๆ ในรูปแบบของการทำสำเนาข้อมูล เหมือนกับต้นฉบับทุกอย่าง ซึ่งเราจะรู้จักกันในนาม Spider หรือ Web Crawler หรือ Search Engine Robots
ตัวอย่างหนึ่งของ Crawler Based Search Engine ชื่อดัง http://www.google.com


 ประเภทที่ 2 Web Directory หรือ Blog Directory
    Web Directory หรือ Blog Directory คือ สารบัญเว็บไซต์ที่ให้คุณสามารถค้นหาข่าวสารข้อมูล ด้วยหมวดหมู่ข่าวสารข้อมูลที่เกี่ยวข้องกัน ในปริมาณมาก ๆ คล้าย ๆ กับสมุดหน้าเหลืองครับ ซึ่งจะมีการสร้าง ดรรชนี มีการระบุหมวดหมู่ อย่างชัดเจน ซึ่งจะช่วยให้การค้นหาข้อมูลต่าง ๆ ตามหมวดหมู่นั้น ๆ ได้รับการเปรียบเทียบอ้างอิง เพื่อหาข้อเท็จจริงได้ ในขณะที่เราค้นหาข้อมูล เพราะว่าจะมีเว็บไซต์มากมาย หรือ Blog มากมายที่มีเนื้อหาคล้าย ๆ กันในหมวดหมู่เดียวกัน ให้เราเลือกที่จะหาข้อมูลได้ อย่างตรงประเด็นที่สุด (ลดระยะเวลาได้มากในการค้นหา) ซึ่งจะขอยกตัวอย่างดังนี้



    ODP Web Directory ชื่อดังของโลก ที่มี Search Engine มากมายใช้เป็นฐานข้อมูล Directory

    1. ODP หรือ Dmoz ที่หลาย?ๆ คนรู้จัก ซึ่งเป็น Web Directory ที่ใหญ่ที่สุดในโลก Search Engine หลาย ๆ แห่งก็ใช้ข้อมูลจากที่แห่งนี้เกือบทั้งสิ้น เช่น Google, AOL, Yahoo, Netscape และอื่น ๆ อีกมากมาย ODP มีการบันทึกข้อมูลประมาณ 80 ภาษาทั่วโลก รวมถึงภาษาไทย 
            (URL : http://www.dmoz.org )


    2. สารบัญเว็บไทย SANOOK ก็เป็น Web Directory ที่มีชื่อเสียงอีกเช่นกัน และเป็นที่รู้จักมากที่สุดในเมืองไทย                                             
          (URL : http://webindex.sanook.com )

    3. Blog Directory อย่าง BlogFlux Directory ที่มีการเก็บข้อมูลเกี่ยวกับบล็อกมากมายตามหมวดหมู่ต่างๆ หรือ Blog Directory อื่น ๆ ที่สามารถหาได้จาก Make Many แห่งนี้

ประเภทที่ 3 Meta Search Engine

    Meta Search Engine คือ Search Engine ที่ใช้หลักการในการค้นหาโดยอาศัย Meta Tag ในภาษา HTML ซึ่งมีการประกาศชุดคำสั่งต่าง ๆ เป็นรูปแบบของ Tex Editor ด้วยภาษา HTML นั่นเองเช่น ชื่อผู้พัฒนา คำค้นหา เจ้าของเว็บ หรือ บล็อก คำอธิบายเว็บหรือบล็อกอย่างย่อ
    
    ผลการค้นหาของ Meta Search Engine นี้มักไม่แม่นยำอย่างที่คิด เนื่องจากบางครั้งผู้ให้บริการหรือ ผู้ออกแบบเว็บสามารถใส่อะไรเข้าไปก็ได้มากมายเพื่อให้เกิดการค้นหาและพบเว็บ หรือ บล็อกของตนเอง และ อีกประการหนึ่งก็คือ มีการอาศัย Search Engine Index Server หลาย?ๆ แห่งมาประมวลผลรวมกัน จึงทำให้ผลการค้นหาข้อมูลต่าง ๆ ไม่เที่ยงตรงเท่าที่ควร.

    มาถึงตอนนี้หลาย ๆ ท่านที่เคยสงสัยว่า “Search Engine คืออะไร” คงได้หายสงสัยกันไปบ้างแล้วและเริ่มเข้าใจหลักการทำงานของ Search Engine กันมากขึ้น เพื่อจะได้เลือกใช้อย่างถูกต้องและตรงกับความต้องการของเราในการค้นหาข่าวสารข้อมูล สำหรับบทความ “Search Engine คืออะไร” นี้หากขาดตกบกพร่องประการใด หรือ ไม่ได้รับข้อมูลที่ชัดเจนท่านสามารถติชม หรือ ให้ข้อเสนอแนะต่าง ๆ ผ่าน Comments ของบทความชุดนี้เพื่อจะได้ทำการปรับปรุงและแก้ไขให้ได้ข้อมูลที่ดีที่สุดและ เป็นประโยชน์สำหรับ ผู้ที่ทำการค้นคว้างข้อมูลต่าง ๆ เพื่อนำไปใช้งาน

ที่มา

 
1.ความหมายและประโยชน์ของ Search Engine (มปป) สืบค้นจาก http://www.namonpit.ac.th/krutae/internet1/p4-6.htm  (14 ธันวาคม 2558) 
2.ลักษณะการทำงานของ Search Engine (มปป) สืบค้นจาก http://www.igetweb.com/igetweb/main/detail.php?type=tip&pid=1710 (14 ธันวาคม 2558)
3.วิธีการค้นหาข้อมูลจากเว็บไซ๖์ต่างๆ (21 มิถุนายน 2553) สืบค้นจาก http://portal.edu.chula.ac.th/sathita/blog/view.php?Bid=1277126089619626 (14 ธันวาคม 2558)
4.ประเภทของไฟล์ข้อมูล (3 ธันวาคม 2555) สืบค้นจากhttp://www.comnetwork.co.th/index.php?lay=show&ac=article&Id=539623196&Ntype=9 (14 ธันวาคม 2558)